วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

ขำขันทนาย ๒

ทนายความคนหนึ่งแห่งมหานคร ลอส แอนเจลิส ได้ถึงแก่ความตาย และวิญญาณของเขา ได้มาโผล่ที่ประตูสวรรค์ เซนต์ ปีเตอร์ก็ถามว่า : "ไหนลองบอกมาซิ ว่าเจ้าเคยทำคุณงามความดีอะไรมาบ้าง เพื่อที่จะได้ผ่านเข้าประตูสวรรค์แห่งนี้?"
ทนายหนุ่มคิดย้อนถึง เรื่องราวในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบ : "เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ ข้าได้ให้เงินสลึงหนึ่งแก่พวกคนจรจัดบนท้องถนน ครับท่าน"
เซนต์ ปีเตอร์ก็หันไปบอกเทพกาบริเอล ให้ตรวจดูบันทึกดูซิ เทพกาบริเอลก็เปิดบันทึกดู แล้วกล่าวยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
เซนต์ ปีเตอร์ : "อืม..นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ดี..แต่ก็ไม่นับว่าดีพอ ที่จะให้เจ้าผ่านเข้าประตูสวรรค์แห่งนี้"
ทนายหนุ่ม : "เดี๋ยวๆ ครับท่าน !" "คือว่า ยังมีอีกนะครับ! ขอบอก คือว่า เมื่อสามปีก่อน ก็ครั้งหนึ่ง ที่ข้านั้น ก็เคยได้ให้เงินสลึงหนึ่งแก่พวกคนจรจัดบนท้องถนนนะท่าน"
เซนต์ ปีเตอร์ก็หันไปพยักหน้าให้เทพกาบริเอลตรวจเช็คดูบันทึกอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งเทพกาบริเอลก็ได้ทำการตรวจดูแป๊บนึง แล้วก็พยักหน้าตอบกลับมาว่า ที่บอกมานั้นเป็นความจริง
เซนต์ ปีเตอร์จึงกระซิบถามเทพกาบริเอล : "อืม..ไหนท่านช่วยบอกมาซิว่า เราจะเอายังไงกับเจ้าหมอนี่ดี?"
เทพกาบริเอลเหลือบตาชำเลืองมองทนายหนุ่มแว๊บหนึ่ง แล้วตอบว่า : "คืนสองสลึงนั่นให้มันไป แล้วบอกให้มันลงนรกไปเลย"

คำสั่งก่อนตาย 

ชาย คนหนึ่งขอร้องเพื่อนสนิททั้งสาม ได้แก่ หมอ นักสังคมสงเคราะห์ และทนายความ ว่าเมื่อใดที่เขาตายไป ให้นำเงินหนึ่งล้านบาท ในซองที่เขากำลัง จะมอบให้เพื่อนแต่ละคนนี้ ใส่ลงไปในโลงศพด้วย ก่อนที่จะเผา เพราะเขาอยากจะมีเงิน ไว้ใช้ในชาติหน้า สัปดาห์ต่อมา ชายคนนี้ได้ตายลง ด้วยอุบัติเหตุ ในงานเผาศพ เพื่อนทั้งสามก็ได้ใส่ซอง ที่ชายคนนี้มอบให้ ลงไปในโลงทั้ง 3 ซอง อย่างที่ได้ตกลงกันไว้

เมื่องานเผาศพ ผ่านไปได้สัปดาห์หนึ่ง คนทั้งสามบังเอิญมาเจอกันในบาร์ จึงชวนกันกินเหล้า นั่งไปได้สักครู่ นัก สังคมสงเคราะห์เริ่มรู้สึกละอายใจ จึงสารภาพออกมา "พวกนายจำเรื่องซองเงิน หนึ่งล้านนั่นได้ไหม พวกนายจะด่า จะว่าเราก็ได้นะ เราขอสารภาพว่า เราใส่ลงไปแค่ 10,000 บาท เท่านั้นเอง แม้เงินที่เหลือนั้น ส่วนหนึ่งเราเอาไปบริจาค ให้พวกเด็กกำพร้าเมื่อวานนี้ แต่เรายังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย" ฝ่ายหมอ ได้ยินเข้า จึงรีบพูดขึ้นว่า "ก็ดีแล้วที่นายพูดขึ้นมา เราก็ขอสารภาพเหมือนกัน ว่าเราเหลือเงินไว้ในซองแค่ 8,000 บาท เท่านั้นเอง เราเอาเงินไปใช้ส่วนหนึ่ง แล้วก็บริจาคให้มูลนิธิโรคไต"

ฝ่าย ทนายนั่งฟังอยู่นาน ทนไม่ไหวจึงโวยวายขึ้น "อะไรกันเนี่ย พวกนายเป็นเพื่อนประเภทไหนกัน ไอ้จ้อยมันอุตส่าห์ไว้ใจพวกเรา แต่แกกลับโกงคนตายอย่างงี้เรอะ ให้ตายเถอะ ฉันจะบอกพวกแกไว้เอาบุญนะ ว่าในซองนั่นน่ะฉันใส่เงินครบ ทุกบาททุกสตางค์ตามที่จ้อยมันสั่ง แถมยังเพิ่มเงินของฉันให้อีก 300,000 บาท"

"อะไรนะ นายหมายความว่า ทั้งหมดหนึ่งล้านสามแสนบาทถ้วนๆ เลยเรอะ" เพื่อนทั้งคู่ถาม อย่างไม่เชื่อหูตนเอง

ทนายนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบเบาๆ "อืม! ใช่ ถ้วนๆ เลย แต่ฉันเปลี่ยนเป็น เช็คเงินสดว่ะ เพื่อให้สะดวก ขณะเดินทางสำหรับไอ้จ้อย"

ใจไม่ถึง
 เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล จับได้ว่า สมุห์บัญชี ซึ่งเป็นคนใบ้ หูหนวก แอบยักยอกเงินไปกว่า 10 ล้านบาท
เจ้าพ่อจึงจ้างทนายความที่เชี่ยวชาญ ภาษามือเป็นพิเศษเพื่อทำการสอบสวนสมุห์บัญชี
เจ้าพ่อ: ถามมันซิ ว่ามันเอาเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน

ทนายความหันไปส่งภาษามือกับสมุห์บัญชี ซักพักก็หันมารายงานเจ้าพ่อว่า"มันบอกว่า พวกท่านพูดเรื่องอะไรกัน"

เจ้าพ่อโกรธจัด ชักปืนออกมาจ่อที่ขมับของสมุห์บัญชี แล้วบอกทนายความว่า"ถามมันอีกครั้ง ว่ามันเอาเงินไปซ่อนไว้ไหน"

ทนายความหันไปส่งภาษามืออีกครั้ง แปลได้ความหมายว่า "ถ้าแกไม่บอก เค้าจะระเบิกสมองแกแน่"


สมุห์ บัญชีกลัว จึงบอกกับทนายความมาเป็นภาษามือว่า " อย่าฆ่าชั้นเลย ชั้นบอกแล้ว เงินทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าสีดำใบใหญ่ ฝังอยู่ที่โคนต้นไม้ไกล้กับสุสาน ห่างจากบ้านของ มาคัส ลูกพี่ลูกน้องของชั้น 300 เมตร"

เจ้าพ่อ : มันบอกว่างัย


ทนายความ: มันบอก ว่า ปืนของท่านมันโบราณ ขึ้นสนิม ยิงยังไงก็ไม่ออก ถึงออกก็ไม่ทำให้ถึงตาย ที่สำคัญมันบอกว่าท่านใจไม่ถึง

วิธีปราบยาบ้า
  เด็ก 2 คนติดคุกด้วยข้อหาเสพยาบ้าในโรงเรียน
ในวันพิจารณาโทษศาลวินิจฉัยว่าเด็กทั้งสองนั้นยังเด็กอยู่มาก
 และเพิ่งกระทำผิดป็นครั้งแรก แถมยังหน้าตาดี

“ศาลขอสั่งให้เธอทั้ง สองไปทำความดีในวันหยุดนี้เป็นการไถ่โทษ
เนื่องจากศาลเห็นว่าเธอทั้ง 2 น่าจะมีอนาคตที่ดี
ศาลขอสั่งให้เธอไปชักชวนคนที่ติดยาบ้าจงเลิกเสพเลิกขายไปตลอดชีวิต
ได้ความว่าอย่างไร ให้กลับมารายงานตัวในวันจันทร์นี้ด้วย”

…..ในวันจันทร์
“ตกลงว่าเธอทั้งสองได้ไปทำอะไรบ้างตามคำสั่งศาล
เอ้า จำเลยคนแรกมารายงานต่อศาล”
“เอ่อ..กระผมได้ไปเกลี้ยกล่อมคนติดยาบ้า 15 คน
ไห้เลิกเสพตลอดชีวิตเลยครับใต้เท้า”

“โอ้..amazing มาก แล้วเธอทำอย่างไรล่ะ เล่าให้ศาลฟังซิ”

” กระผมใช้แผนภาพครับผม” แล้วก็วาดวงกลมสองวง ใหญ่วง
 และวงเล็กๆอีก 1 วง (ชี้ไปที่วงกลมใหญ่ก่อน)
“กระผมบอกว่า นี่เป็นขนาดสมองของพวกคุณก่อนเสพยาบ้า
และนี่เป็นขนาดสมองของคุณหลังจากที่เสพยาบ้าแล้ว”

(ศาลตบมือด้วยความชื่นชม)
“ดีมาก เอ้าแล้วจำเลยคนที่สองล่ะ เธอไปทำอะไรมาบ้างล่ะ”

“เอ่อ กระผมได้ไปชักชวนคนที่เสพยาบ้า 150 คน
ให้เลิกเสพไปตลอดชีวิตเลยครับผม”

(เสียงฮือฮาในศาล)….”โอ้ว…ศาลแปลกใจมาก
 เธอไปทำวิธีไหนล่ะ ถึงเกลี้ยกล่อมคนได้ตั้ง 150 คน”

” เอ่อ กระผมใช้วิธีคล้ายกันนี่แหละครับ”
(ชี้ไปที่วงกลมเล็กๆ) “ผมพูดว่า
นี่คือขนาดของรูตูดของคุณก่อนที่จะโดนจับเข้าคุก
 และนี่ขนาดของรูตูดเมื่อเข้าคุกไปแค่วันเดียว”

ยกฟ้อง!!!

ในการตัดสินคดีข่มขืน จำเลยเป็นชายอายุ 23 ปี ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนหญิงสาววัย 20 ปี
ศาล : เหตุการณ์เป็นอย่างไร
โจทก์ : เขาพยายามจะข่มขืนดิฉัน ดิฉันจึงวิ่งหนีเข้าไปในห้อง แต่ก็ถูกเขาผลักอัดเข้ากำแพง แล้วก็... ฮือๆ
ศาล : จำเลยสูงเท่าไหร่
จำเลย : 185 เซ็นติเมตร ครับ
ศาล : แล้วจำเลยข่มขืนโจทก์ด้วยวิธีใด
จำเลย : ผมอัดเขาเข้ากำแพง แล้วผมก็... แต่ผม.. ผมไม่ผิดนะครับ!!
ศาล : เอาล่ะ แล้วโจทก์ล่ะสูงเท่าไหร่
โจทก์ : 153 เซ็นติเมตรค่ะ
ศาล : ศาลขอยกฟ้อง เพราะข้อหาไม่มีเหตุผลเพียงพอ
โจทก์ : ได้ยังไงกัน!!! ดิฉันไม่ยอมๆ
ศาล : นี่คุณ!! คนที่สูง 185 ซม. กับ 153 ซม. ข่มขืนกระทำชำเราทางเพศขณะยืนไม่ได้หรอก
โจทก์ : ทำไมจะไม่ได้!! ก็ฉันเขย่ง
ทุกคน : ...........
ศาล : ยกฟ้อง!!!

มือไหน

หญิงสาวผู้หนึ่งถูกข่มขืนจึงไปเเจ้งความ
ตำรวจ : ไหนเล่าสิมันเป็นยังไง
หญิงสาว : ก็มือหนึ่งมันจับล็อกคออีฉัน อีก
มือหนึ่งมันล็อกมืออีฉัน เเล้วมันก็ถกกระโปรงอีฉัน
ตำรวจ : เล่ารายละเอียดสิ
หญิงสาว : มือซ้ายล็อกคอ มือขวาล็อกมือ
ตำรวจ : เเล้วมือไหนถกกระโปรง
หญิงสาว : มืออีฉันเองค่ะ
ตำรวจ : ?????

      คำพูดเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในศาลที่มีคดีความผุดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน อ่านไปขำไป ไม่รู้พูดออกมาได้อย่างไร

    ถาม: คุณเกิดวันไหน
    ตอบ: 15 กรกฎาคม
    ถาม: ปีไหน
    ตอบ: ทุกปีน่ะแหละ

    ถาม: ลูกชายคุณอายุเท่าไร คนที่ยังอยู่กับคุณที่บ้านน่ะ
    ตอบ: 38 หรือ 35 นี่แหละ ฉันไม่แน่ใจ
    ถาม: แล้วเขาอยู่ที่บ้านกับคุณมานานแค่ไหนแล้ว
    ตอบ: 45 ปีแล้ว

    ถาม: สามีคุณพูดอะไรเป็นอย่างแรก เมื่อเขาตื่นขึ้นมาตอนเช้า
    ตอบ: เขาพูดว่า “ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย แคธี่”
    ถาม: แล้วทำไมคุณถึงเสียใจ
    ตอบ: ก็ฉันชื่อซูซานนี่นา

    ถาม: อุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ไหนครับ
    ตอบ: ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 499
    ถาม: แล้วไอ้หลักกิโลเมตรที่ว่าอยู่ตรงไหนครับ
    ตอบ: คงจะระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 498 กับ 500 มั้ง

    ถาม: พลทหาร ตอนที่คุณหยุดรถจำเลย คุณเปิดไฟกะพริบสีแดง สีน้ำเงินไว้ด้วยหรือเปล่า
    ตอบ: เปิดครับ
    ถาม: แล้วจำเลยพูดอะไรหรือเปล่าตอนที่ลงจากรถ
    ตอบ: พูดครับ
    ถาม: เธอพูดว่าอะไร
    ตอบ: ฉันอยู่ที่ดิสโก้ไหนเนี่ย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น